ตำนานการหาเลขล่าหวยตามที่ต่างๆ ” ผ้าถุงแม่”

    เรื่องนี้เกิดขึ้นกับพี่ต้อยสตรีในวัย 50 ปีเธอมีบ้านอยู่ติดกันกับบ้านของฉัน

ครอบครัวของพี่ต้อยเป็นพนักงานลูกจ้างของเทศบาลกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่… คุณพ่อของพี่ต้อยคือลุงตุ่นทำงานขับรถขนขยะเทศบาล ส่วนป้าติ๋ม คุณแม่พี่ต้อย เป็นพนักงานกวาดถนน เพิ่งจะเกษียณงานไปเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ด้วยความที่ป้าติ๋มแกยังแข็งแรง และมีความขยันขันแข็งเป็นทุน ทางเทศบาลจึงจ้างงานต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเวลาการปฏิบัติงานของป้าติ๋มนั้น จะเริ่มตั้งแต่ 04. 30 น. หรือตีสี่ครึ่งไปจรดเวลาบ่ายแกถึงเลิกงานขี่รถจักรยานกลับบ้านพักเทศบาล ที่เสาเรือนโยกโย้โยกเยกเต็มทน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ป้าติ๋มแกเตรียมตัวไปทำงานตามปกติด้วยวัย 72 ปี ที่ยังมีกำลังวังชาถีบจักรยานได้ตามปกติ

ต้อย…เอ็งอย่าลืมปิดน้ำ ปิดไฟก่อนส่งไอ้ต่ายไปเรียนพิเศษนะ

เป็นคำพูดคำสั่งตามปกติที่ป้าติ๋มมักสั่งลูกสาวไปถึงหลานชายลูกพี่ต้อย ซึ่งต่ายนั้นเป็นเด็กกำพร้าพ่อตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ป้าติ๋มคนเป็นยายจึงรักและเอ็นดูมากเป็นพิเศษ

พี่ต้องเล่าว่าแกก็ตอบแม่อื้อๆไปอย่างนั้นช่วงตีสี่ตีห้าคนกำลังนอน

ร่างกายของพี่ต้อยแกไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก หลังจากคลอดลูก เธอได้มีอาการแขนขาอ่อนแรงเป็นครั้งคราวเนื่องจากผลของการตั้งครรภ์ในช่วงวัย 30 ปลายๆเธอมีอาการของครรภ์เป็นพิษตามมา

ทั้งนี้คงไม่ต้องบอกว่าครอบครัวของป้าติ๋ม และพี่ต้อยแกขาดๆ เกินๆ อย่างไรบ่อยครั้งที่พี่ต้อยตะโกนเรียกขอนั่น ขอนี่ ที่เป็นเครื่องครัว

ฉันได้แต่ตะโกนตอบ… หยิบไปเอาไปเลย… ตัวฉันปากเดียวท้องเดียวกินไม่เปลือง

 

    วกกลับถึงเช้ามืดวันที่ 9 กุมภาพันธ์วันนั้นเมื่อป้าติ๋มขี่จักรยานออกไป

ไม่เท่าไรก็ได้ยินเสียงเบรคของรถยนต์ตามด้วยเสียงดัง… โครมเป็นแรงกระแทกดังสนั่น! ต่อมาได้มีชาวบ้านร้องโวยวาย “ ยายติ๋ม โดนรถชนๆ” หลายเสียงพูดซ้ำไปมาอยู่อย่างนี้ ท้ายที่สุดเมื่อพี่ต้อย และฉันเปิดบ้านออกไปดูได้รับคำยืนยันว่า ป้าติ๋มเสียชีวิตแล้ว

โดยที่ลำคอและลำตัวบิดผิดรูปไปคนละทาง ส่วนไอ้รถกระบะคันที่ชนเขายังพูดจาอ้อแอ้เพราะยังเมาค้างยังไม่สร่าง

เมื่อร่างป้าติ๋มถูกนำส่งโรงพยาบาลไปตกแต่งบาดแผลฉกรรจ์เจ้าหน้าที่ยังบ่นอีกว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาป้าติ๋มยังมารับยาแก้ปวดแก้เมื่อยอยู่เลย ดูป้ายังพูดจายิ้มแย้มสุขภาพจิตยังดีมาก ไม่น่าด่วนมาจากไปเพราะอุบัติเหตุจากคนเมาเลย

งานศพของป้าติ๋มได้จัดขึ้นที่วัดใกล้บ้าน มีการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 3 คืนส่วนเรื่องความเสี้ยนนั้นไม่ต้องพูดถึง เนื่องจากยังเป็นห่วงลูกหลาน ส่วนลุงตุ่นนั้น ป้าแกไม่ค่อยห่วงใยเท่าไร (ตามความคิดของผู้เขียน) เนื่องจากทะเลาะกันแทบทุกวัน

ส่วนเรื่องที่ว่าเฮ้ยนๆ ของวิญ-ญาณป้าติ๋มพอจะสื่อสารได้คือหลานต่าย หลานชายคนเดียวอันเป็นที่รักเป็นความหวังของป้าที่จะให้เป็นเด็กเติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ เลี้ยงดูแม่คือพี่ต้อยต่อไป

การทั้งนี้ในช่วงระหว่างงานพิธีศพเป็นต่าย เด็กชายวัย 10 ขวบ ที่ไปยืนพูดคุยแสดงทีท่าอยู่คนเดียวต่อหน้าโลงศพของผู้เป็นยาย ซึ่งผู้เขียนรับรู้เห็นด้วยตา โดยต่ายได้กวักมือร้อง

ยาย ยายลงมาเถอะ ขึ้นไปนั่งบนโลงทำไม โลงมันสูง เดี๋ยวตกมาเจ็บนะครับ

    จากนั้นเด็กต่ายได้วิ่งไปรอบๆ เมรุอย่างสนุกสนาน ส่วนผู้ใหญ่ได้แต่ร้องบอกให้ลงไปเล่นข้างล่าง นี่ไม่ใช่ที่วิ่งเล่นของเด็ก ต่ายหยุดนิ่งก้มหน้าก่อนพูดว่า

“ หนูไม่เคยเห็นยายแต่งตัวสวยทำไมต้องดุหนูด้วย”

“ ยายติ๋มแต่งตัวอย่างไร?”

“ ก็แต่งเป็นชุดสวย เหมือนครูที่โรงเรียนต่ายแต่งตัวไงครับ”

“ อ้อ เหมือนชุดทำบุญ ชุดผ้าไทย”

ครับ

ทั้งนี้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีความหวาดกลัว แต่เป็นอาการสงสารเสียมากกว่า เนื่องจากว่าผู้ที่รู้จักครอบครัวนี้ดีจะทราบว่า ป้าติ๋มนั้น เป็นผู้อุปการะดูแลหลานชายโดยตรงเนื่องจากสุขภาพของพี่ต้อยนั้นไม่แข็งแรงมากนัก

เมื่อแล้วเสร็จจากงานศพ พี่ต้อยได้มานั่งบ่นให้ฟังถึงเรื่องคดีความที่คนชนขอไกล่เกลี่ยจากที่คุยกันไว้ว่าจะเสียค่าปลงศพให้ป้าติ๋มเป็นเงินจำนวน 6 แสนบาท แต่ทำไปทำมาได้มอบเงินให้ใช้จ่ายระหว่างงานศพเป็นจำนวนเงิน 1 แสน 5 หมื่นก่อนที่จะหายเงียบไป เมื่อโทรศัพท์ติดต่อไปก็ไม่ค่อยจะรับสาย ครั้นโทรไปสอบถามนายตำรวจเจ้าของคดี คนไกล่เกลี่ยเขาร้องบอกให้ทางญาติใจเย็นๆได้แน่นอน

“ ตอนนี้พ่อพี่ก็เอาแต่กินเหล้าเช้า-เย็นเพราะไม่มีแม่คอยควบคุมคิดแล้วกลุ้มอยู่เหมือนกัน”

นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนอีกแล้ว ค่าใช้จ่ายสารพัด หากได้เงินก้อนนี้มาพี่จะตั้งโต๊ะขายลูกชิ้นทอดหน้าบ้าน เพราะไหนๆก็ออกไปทำงานไกลบ้านไม่ได้

ทว่า… วันแล้ววันเล่าที่ฉันเห็นพี่ต้อยแกมีสีหน้าอมทุกข์ จนคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์พี่ต้อยมาเล่าให้ฟังว่า (เล่าย้อนหลังในความฝันถึงแม่) ดังนี้

ในความฝันพี่เห็นแม่เหมือนแกครั้งที่ยังเป็นสาว แล้วพี่ยังเป็นเด็ก แม่มาบอกให้พี่เก็บพับผ้าถุงของแกที่ใส่ได้ก็ใส่ หากใส่ไม่ได้ก็ให้เป็นทานคนเขาไป

ตอนเป็นๆ ชอบทำบุญอย่างไรตอนตายแล้วแม่ก็เป็นอย่างนั้น

อ้อ แล้วแม่บอกสั่งกับพี่อีก ให้พับผ้าถุงใหม่กลับไปกลับมา และให้ไปทำบุญปล่อยนกปล่อยปลาที่วัดใต้ ต่อกุศลให้คนข้างหลัง ตอนนี้แม่ไปสบายแล้ว คนข้างหลังขอให้รู้จักรักตัวเองรักครอบครัว อย่าทะเลาะกันและห้ามไปทะเลาะกับใคร เราเหลือกันอยู่แค่ 3 ชีวิตนะ

รุ่งขึ้นเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ตรงกับวันโกน พี่ต้อยรีบจัดการตามคำขอของแม่ทันที คือไปทำบุญถวายเครื่องสัมฆทานไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำหลังวัดใต้

กระทั่งผ่านไปสองวันจรดเช้าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พี่ต้อยได้มาหาฉัน มาเคาะประตูบ้านเรียกกันตั้งแต่เช้าตามด้วยคำถาม “ขับรถไปสนามบินน้ำไหวเปล่า”

อีกมือก็จูงลูกชายคือ ต่ายตามมาด้วย ฉันยังถาม

วันนี้ทำไมไม่ให้ต่ายไปโรงเรียนรีว่าตาตุ่นเมา ไปส่งไม่ไหว”

พี่ต้อยแกได้ยื่นลอตเตอรี่ให้ฉันดูคู่หนึ่งเป็นเลข 2 3 6 7 2 7 แทนคำตอบ

“ พี่ตรวจแล้ว ถูกรางวัลที่ 2 ช่วยพาไปรับเงินหน่อยสิ”

เมื่อเช็คดูอีกครั้ง พี่ต้อยแกถูกลอตเตอรี่จริงๆ ฉันเลยแนะนำให้ไปขึ้นเงินที่ยี่ปั๊ว คนรู้จักกับฉันนี่ล่ะ    ค่าน้ำมันรถกับค่าหักเปอร์เซ็นต์สูสีกัน

ตกลงจึงได้พาพี่ต้อยไปขึ้นเงินกับเถ้าแก่หวยรายใหญ่ที่ในตลาด มีการถ่ายรูปส่งมอบเงินจำนวน     2 แสนบาทเสร็จสรรพ

ระหว่างการเดินทางกลับ ฉันถามพี่ต้อยว่า ไปได้เลขมาจากไหนเพราะปกติเลขท้าย 2 ตัวคนยังไม่ค่อยถูกกันเลย

“ ก็ได้จากความฝันที่ฝันถึงแม่น่ะสิคะ … ”

“ ในความฝัน แม่บอกให้พี่พับผ้าถุงใหม่ แบ่งให้คนที่เขาใส่ได้ ก็ให้เขาไป บังเอิญที่ชายผ้า ถุงใหม่ถุงหนึ่งมันเขียนเลขไว้ 727 พี่ก็จำได้ อยู่ๆมันติดค้างอยู่ในหัวเราอย่างนั้น

กระทั่งเราเอาผ้าถุงไปให้กับคนรู้จัก ก่อนจะปลีกตัวไปทำบุญ ปล่อยนก ปล่อยปลา แล้วไปเดินผ่านแผงลอตเตอรี่ตาเหลือบเห็นเลข 727 พอดีตรงกันเป๊ะ เลยซื้อไว้ใบละ 90 บาทค่ะ น้องต่ายเพิ่งมาตรวจให้เมื่อคืน ถึงรู้ว่าถูกรางวัล นี่พ่อยังไม่รู้เรื่องนะคะไม่อย่างนั้นคงได้ปิดซอยฉลองแน่ๆ”

“ เงินส่วนนี้พี่เองตั้งใจจะเก็บไว้เปิดร้านขายก่อกๆ แก่กๆ พอจะได้ค่าขนมค่าเทอมลูก

ปีชาติพี่ไม่เคยไม่เคยซื้อลอตเตอรี่ เพราะคนขายเยอะคนซื้อก็เยอะคิดว่ายังไงซื้อก็คงไม่ถูกหากคราวนี้คงเป็นวิญญาณแม่มาดลใจ เพราะอยู่ๆ สายตาเราได้พุ่งไปเห็นเลขนี้พอดี อีกใจก็นึก รักเพราะแม่ตายตอนอายุ 72 ปี แต่ไม่คิดว่าจะมีโชคได้ถูกรางวัลใหญ่เลยนะคุณ และพูดไปไม่รู้จะเชื่อพี่รึเปล่า” พี่ต้อยอึ้งไปครู่หนึ่ง

“ คงเป็นอานิสงส์ของแม่ที่ส่งถึงพี่ แม่เป็นคนชอบทำบุญ วัดวาอารามไหนมีงานแกชอบไปช่วยเก็บกวาด แต่ไม่เคยเอาของวัดกลับบ้าน แกว่าทำเพื่อเอาบุญไว้เป็นเสบียงชาติหน้า เพราะชาตินี้แม่เป็นคนกวาดถนนเมื่อชาติหน้าฉันท์ใดได้เกิดเป็นนางฟ้ากับเขาบ้างสาธุ ป่านนี้แม่คงขึ้นสวรรค์ไปแล้วเพราะเมื่อแม่ตายมีแต่คนเห็นยายติ๋มแต่งตัวสวย แถมหน้าตาเหมือนตอนเป็นสาวๆ เห็นตรงกันทุกคนค่ะ”

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *